
เพชรสังฆาต
เพชรสังฆาต สมุนไพรพื้นบ้าน ประโยชน์ดีที่น่าลอง
ดูเหมือนจะเป็นไม้ประดับบริเวณรั้วบ้าน แต่ภายใต้ความสวยงามนั้นแต่สรรพคุณของมันกลับไม่ด้อยค่าไปจากสมุนไพรตัวอื่นลองมาทำความรู้จักถึงสรรพคุณของเจ้าสมุนไพรตัวนี้ประโยชน์ค่อนข้างเยอะ แบบที่คาดไม่ถึง….เริ่มจากชื่อที่ใช้เรียกกันในแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน เช่น กรุงเทพฯ เรียกสันชะควด ราชบุรี เรียกสามร้อยต่อ ประจวบคีรีขันธ์ เรียก เพชรสังฆาต หรือ ร้อยข้อต่อกระดูก ซึ่งหมอพื้นบ้านมักเรียกกัน
ไม้เถาเลื้อย เปลือกเถาเรียบ เถาอ่อนรูปสี่เหลี่ยมเป็นครีบ ต่อกันเป็นข้อๆ
ต่อกันไปเป็นปล้อง แต่ละปล้องยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ข้อรากออกมา มีมือคล้ายเถาเล็กๆ สำหรับเกาะออกมาจากตรงข้อมักจะอยู่ตรงกันข้ามกับใบ ตามข้อมีน้ำยางสีขาว แต่มีฤทธิ์เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ระคายเคือง แสบร้อนเหมือนเข็มเล็กๆจิ้มๆให้แสบและคันได้ ใบเดี่ยวที่ออกเรียงสลับตามข้อต้นข้อละ 1 ใบความกว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาวจะอยู่ที่ 4-10 เซนติเมตรเป็นรูปสามเหลี่ยมผิวใบเรียบปลายมน โคนใบเว้าหลังและท้องใบเรียบเป็นมันขอบใบหยักมนห่างๆเว้า3-5 หยัก ดอกกลมเล็กสีแดงเขียวเป็นช่อขนาดเล็กยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบดอก4 กลีบ ส่วนผลสดทรงกลมผิวเรียบเป็นมันฉ่ำน้ำ ขนาด 4-7มิลลิเมตรผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สุกสีแดงหรือดำมีเมล็ดสีดำ แต่ปลูกโดยใช้ข้อปล้องที่มีรากปักดินให้ตายอดชี้ขึ้นซึ่งควรเป็นดินร่วนปนทรายบ้างเล็กน้อย ทำค้างให้เลื้อย



สรรพคุณ วิธีการใช้
เถาหรือปล้องมีรสร้อน ขมคัน นำมาคั้นเอาน้ำตามสัดส่วนที่เหมาะสม กรองเอาแต่น้ำ เพื่อใช้ดื่ม แก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ประจำเดือนไม่ปกติ แก้กระดูกแตกหักหรือซ้น สามารถใช้ขับลมในลำไส้ ซึ่งควรรับประทานวันละไม่เกิน 1 ข้อ หรือ 1 ปล้อง (6-9 เซนติเมตร) เป็นเวลา 10-15 วันติดต่อกัน (หั่นชิ้นเล็กๆ ห่อด้วยกล้วยสุก หรือมะขามเปียกแล้วกลืนโดยไม่เคี้ยว)
กรณีต้องการเอารักษาริดสีดวงทวารหนัก ชนิดภายในและภายนอกจะต้องกินโดยเถาสดหั่นบางๆ ห่อหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียกเอาเมล็ดออกแล้วกลืนลงคอห้ามเคี้ยวจะได้ไม่จะคันระคายเคืองคอ บางครั้งอาจจะใช้วิธีเถามาหั่นดองเหล้าใช้เวลา 7 วันแล้วเอาน้ำมาดื่มครั้งละถ้วยเป๊กวันละครั้ง หรือเถาหั่นเป็นแว่นตำผสมเกลือเม็ดปั้นเป็นก้อนลูกกลอนตากให้แห้ง
กินครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลาหลังอาหารแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก หรืออาจจะซื้อหาแบบสำเร็จรูปที่มีขายโดยทั่วไป
สรรพคุณโดดเด่นอื่นๆ
สรรพคุณของเพชรสังฆาตที่ชวนให้น่าลิ้มลองก็คงจะเป็นสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกสรรพคุณหนึ่งอันโด่งดังของเพชรสังฆาตก็คือรักษาโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง ซึ่งสรรพคุณที่ว่ามานี้ต่างก็มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเพชรสังฆาต โดยเฉพาะในราก ต้น ใบ เถา และน้ำจากต้นของเพชรสังฆาต
- สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังยืนยันข้อดีของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในการรักษาโรคริดสีดวงทวารว่า สรรพคุณเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน หรือยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน เพชรสังฆาตยังถูกใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
- ช่วยบำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูก สมานกระดูกที่หักโดยการช่วย กระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก บรรเทาอาการบวม อาการอักเสบได้ และยังมี ฤทธิ์ลดอาการปวดเพราะมีสารกลุ่มเอสโตรเจนสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการสร้าง คอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก
- มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง โดยไฟเบอร์ในเพชรสังฆาต จะเข้าไปลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน จึงช่วยลดการดูดซึมสารอาหารดังกล่าวเช้าสู่ร่างกาย ได้ดีขึ้น และยังมีผลเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ง่าย ซึ่งสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักโดยกินเพชรสังฆาตมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร วันละ 2 มื้อ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ หรือทานเพชรสังฆาตวันละ 1-2 แคปซูล หลังอาหารเช้า ต่อเนื่องสัก 10 สัปดาห์ ร่วมกับการคุมอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย
สรุป
สมุนไพรพื้นบ้านตัวนี้ เป็นของใกล้ตัวที่เราสามารถหามาปลูกเพื่อเป็นเหมือนไม้ประดับภายในบ้านเรือน ทั้งใช้พื้นที่ไม่มากมายนัก ดูแลง่าย สวยงาม จัดตกแต่งได้ง่ายเพราะเมื่อปลูกแล้วตายยากมาก ดูแลรักษาง่ายมากรดน้ำทุกวัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์สัปดาห์ละครั้ง เก็บข้อและปล้องที่ค่อนข้างแก่มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปอบให้แห้ง ก่อนมาใช้ประโยชน์โดยการปั่นเก็บใส่ขวดโหล หรือ ให้ง่ายกว่านี้ ก็ซื้อที่เขาผลิตจำหน่ายมาไว้ใช้ประโยชน์